อาจาารย์วิโรจน์ สถาปนิกกุล
สถาบันพัฒนาธุรกิจไทย
080-609-1635
ERP คืออะไร
· ห่วงโซ่ของกิจกรรมขององค์กร
องค์กรธุรกิจประกอบกิจกรรมธุรกิจในการส่งมอบสินค้าหรือบริการให้แก่ลูกค้า กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรม “สร้างมูลค่า” ของทรัพยากรธุรกิจให้เกิดเป็นสินค้าหรือบริการและส่งมอบ
“มูลค่า” นั้นให้แก่ลูกค้า โดยกระบวนการสร้างมูลค่าจะแบ่งออกเป็นส่วนๆ
โดยแต่ละส่วนจะรับผิดชอบงานในส่วนของตน
และมูลค่าสุดท้ายจะเกิดจากการประสานงานระหว่างแต่ละส่วนหรือแผนกย่อยๆ ดังนั้นกิจกรรมที่สร้างมูลค่านั้น
ประกอบด้วยการเชื่อมโยงของกิจกรรมของแผนกต่างๆ ในองค์กร การเชื่อมโยงของบริษัทเพื่อให้เกิดมูลค่านี้
เรียกว่า “ห่วงโซ่ของมูลค่า (value
chain)”
|
จากรูปแบ่งกิจกรรมออกเป็นส่วนสำคัญ
3 ส่วนคือ การจัดซื้อ การผลิต การขาย
· ปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารธุรกิจ
ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ การเชื่อมโยงของกิจกรรมการเพิ่มมูลค่าของแต่ละแผนก
มักจะมีปัญหาเรื่องการสูญเปล่าและการขาดประสิทธิภาพ
อีกทั้งการใช้เวลาระหว่างกิจกรรมที่ยาวเกินไป ทำให้ผลผลิตต่ำลง
เกิดความยากลำบากในการรับรู้สถานภาพการทำงานของแผนกต่างๆ ได้ ทำให้การตัดสินใจในการลงทุนและบริหารทรัพยากรต่างๆ
ทำได้ยากขึ้น การบริหารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรไม่สามารถทำได้
|
ปัญหาเชิงบริหาร
ที่เกิดขึ้นได้แก่
1.
การขยายขอบเขตการเชื่อมโยงของกิจกรรม
เมื่อบริษัทเติบโตใหญ่ขึ้น
กิจกรรมการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าจะเพิ่มขึ้น
การเชื่อมโยงของกิจกรรมจะยาวขึ้น
2.
โครงสร้างการเชื่อมโยงของกิจกรรมซับซ้อนขึ้น
เมื่อบริษัทโตขึ้น
การแบ่งงานของกิจกรรมสร้างมูลค่าให้กับแผนกต่างๆ และการเชื่อมโยงของ กิจกรรมจะซับซ้อนขึ้น
3.
เกิดการสูญเปล่าในกิจกรรมและความรวดเร็วในการทำงานลดลง
เมื่อการเชื่อมโยงของกิจกรรมต่างๆ
ขยายใหญ่และซับซ้อนขึ้น จะเกิดกำแพงระหว่างแผนก เกิดการสูญเปล่าของกิจกรรม
ความสัมพันธ์ในแนวนอนระหว่างกิจกรรมจะช้าลง ทำให้ประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงกิจกรรมทั้งหมดต่ำลง
4.
การรับรู้สภาพการเชื่อมโยงของกิจกรรมทำได้ยาก
เมื่อการเชื่อมโยงของกิจกรรมต่างๆ ขยายขอบเขตใหญ่ขึ้น ความซับซ้อนในการเชื่อมโยงกิจกรรมมากขึ้น การรับรู้สภาพหรือผลของกิจกรรมในแผนกต่างๆ ทำได้ยากขึ้น ไม่สามารถส่ง ข้อมูลให้ผู้บริหารรับรู้ได้ทันที
5.
การลงทุนและบริหารทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทำได้ยาก
ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
และทันเวลาในการลงทุน และบริหารทรัพยากรขององค์กรเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพอใจสูงสุดในสินค้าและบริการ
เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ
การนำ ERP มาใช้ในการบริหารธุรกิจจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
· ระบบ
ERP หมายถึงอะไร
ERP ย่อมาจาก
Enterprise Resource
Planning หมายถึง การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดของทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กร
ERP จึงเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการบริหารธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร
อีกทั้งยังช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนและบริหารทรัพยากรขององค์กรโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ERP จะช่วยทำให้การเชื่อมโยงทางแนวนอนระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง
การผลิต และการขายทำได้อย่างราบรื่น ผ่านข้ามกำแพงระหว่างแผนก
และทำให้สามารถบริหารองค์รวมเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด
ระบบ ERP เป็นระบบสารสนเทศขององค์กรที่นำแนวคิดและวิธีการบริหารของ ERP มาทำให้เกิดเป็นระบบเชิงปฏิบัติในองค์กร
ระบบ ERP สามารถบูรณาการ
(integrate)รวมงานหลัก (core business process) ต่างๆ
ในบริษัททั้งหมด ได้แก่ การจัดจ้าง การผลิต การขาย การบัญชี และการบริหารบุคคล
เข้าด้วยกันเป็นระบบที่สัมพันธ์กันและสามารถเชื่อมโยงกันอย่าง real time
|
ลักษณะสำคัญของระบบ
ERP คือ
1.
การบูรณาการระบบงานต่างๆ ของระบบ ERP
จุดเด่นของ ERP คือ
การบูรณาการระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การจัดซื้อ จัดจ้าง การผลิต การขาย บัญชีการเงิน
และการบริหารบุคคล ซึ่งแต่ละส่วนงานจะมีความเชื่อมโยงในด้าน การไหลของวัตถุดิบสินค้า (material flow) และการไหลของข้อมูล (information flow) ERP
ทำหน้าที่เป็นระบบการจัดการข้อมูล
ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการงานในกิจกรรมต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด พร้อมกับสามารถรับรู้สถานการณ์และปัญหาของงานต่างๆ
ได้ทันที ทำให้สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาองค์กรได้อย่างรวดเร็ว
|
2. รวมระบบงานแบบ real time ของระบบ
ERP
การรวมระบบงานต่างๆ
ของระบบ ERP จะเกิดขึ้นในเวลาจริง(real
time) อย่างทันที เมื่อมีการใช้ระบบ ERP ช่วยให้สามารถทำการปิดบัญชีได้ทุกวัน เป็นรายวัน คำนวณ
ต้นทุนและกำไรขาดทุนของบริษัทเป็นรายวัน

|
3. ระบบ ERP มีฐานข้อมูล(database)
แบบสมุดลงบัญชี
การที่ระบบ ERP สามารถรวมระบบงานต่าง
ๆ เข้าเป็นระบบงานเดียว แบบ Real time ได้นั้น
ก็เนื่องมาจากระบบ ERP มี
database แบบสมุดลงบัญชี ซึ่งมีจุดเด่น คือ คุณสมบัติของการเป็น 1 Fact 1 Place ซึ่งต่างจากระบบแบบเดิมที่มีลักษณะ 1 Fact
Several Places ทำให้ระบบซ้ำซ้อน ขาดประสิทธิภาพ เกิดความผิดพลาดและขัดแย้งของข้อมูลได้ง่าย
|
· ERP package คืออะไร
ERP
package เป็น application
software package ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดยบริษัทผู้จำหน่าย ERP package
(Vendor หรือ Software
Vendor) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างและบริหารงานระบบ ERP โดยจะใช้
ERP package ในการสร้างระบบงานการจัดซื้อจัดจ้าง
การผลิต การขาย การบัญชี
และการบริหารบุคคล
ซึ่งเป็นระบบงานหลักขององค์กรขึ้นเป็นระบบสารสนเทศรวมขององค์กร โดยรวมระบบงานทุกอย่างไว้ในฐานข้อมูลเดียวกัน
จุดเด่นของ ERP package
1. เป็น Application Software ที่รวมระบบงานหลักอันเป็นพื้นฐานของการสร้างระบบ ERP ขององค์กร
ERP
package จะต่างจาก software
package ที่ใช้ในงานแต่ละส่วนในองค์กร เช่น production control software, accounting software ฯลฯ แต่ละ software ดังกล่าวจะเป็น application
software เฉพาะสำหรับแต่ละระบบงานและใช้งานแยกกัน ขณะที่
ERP package
นั้นจะรวมระบบงานหลักต่างๆ
ขององค์กรเข้าเป็นระบบอยู่ใน package
เดียวกัน
ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างระบบ ERP ขององค์กร
2. สามารถเสนอ business scenario และ business process ซึ่งถูกสร้างเป็น pattern ไว้ได้
ERP
package ได้รวบรวมเอาความต้องการสำคัญขององค์กรเข้าไว้
เป็นระบบในรูปแบบของ business process มากมาย ทำให้ผู้ใช้สามารถนำเอารูปแบบต่างๆ ของ business process
ที่เตรียมไว้มาผสมผสานให้เกิดเป็น business
scenario ที่เหมาะสมกับลักษณะทางธุรกิจขององค์กรของผู้ใช้ได้
3. สามารถจัดทำและเสนอรูปแบบ business process ที่เป็นมาตรฐานสำหรับองค์กรได้
การจัดทำ business
process ในรูปแบบต่างๆ
นั้นสามารถจัดให้เป็นรูปแบบมาตรฐานของ business process ได้ด้วย
ทำให้บางกรณีเราเรียก ERP ว่า standard application software package
สาเหตุที่ต้องนำ ERP package มาใช้ในการสร้างระบบ คือ
1.
ใช้เวลานานมากในการพัฒนา software
การที่จะพัฒนา ERP software
ขึ้นมาเองนั้น มักต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนา และจะต้องพัฒนาทุกระบบงานหลักขององค์กรไปพร้อมๆ
กันทั้งหมด จึงจะสามารถรวมระบบงานได้ ตามแนวคิดของ ERP ซึ่งจะกินเวลา 5-10
ปี
แต่ในแง่ของการบริหารองค์กร
ถ้าต้องการใช้ ระบบ ERP
ฝ่ายบริหารไม่สามารถจะรอคอยได้เพราะสภาพแวดล้อมในการบริหารมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ระบบที่พัฒนาขึ้นอาจใช้งานไม่ได้ ดังนั้นผู้บริหารจึงไม่เลือกวิธีการพัฒนา ERP software เองในองค์กร
2. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสูงมาก
การพัฒนา
business software ที่รวมระบบงานต่างๆเข้ามาอยู่ใน package
เดียวกัน
จะมีขอบเขตของงานกว้างใหญ่มากครอบคลุมทุกประเภทงาน ต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนาและค่าใช้จ่ายก็สูงมากตามไปด้วย
หรือถ้าให้บริษัทที่รับพัฒนา software
ประเมินราคาค่าพัฒนา ERP software ให้องค์กร
ก็จะได้ในราคาที่สูงมาก ไม่สามารถยอมรับได้อีกเช่นกัน
3.
ค่าดูแลระบบและบำรุงรักษาสูง
เมื่อพัฒนา business
software ขึ้นมาใช้เอง
ก็ต้องดูแลและบำรุงรักษา และถ้ามีการเขียนโปรแกรมเพิ่มหรือแก้ไขโปรแกรม
การบำรุงรักษาจะต้องทำอยู่อย่างยาวนานตลอดอายุการใช้งาน
เมื่อรวมค่าบำรุงรักษาในระยะยาวต้องใช้เงินสูงมาก อีกทั้งกรณีที่มีการปรับเปลี่ยน Software ไปตาม
platform หรือ
network ระบบต่างๆ
ที่เปลี่ยนไปหรือเกิดขึ้นใหม่ ก็เป็นงานใหญ่
ถ้าเลือกที่จะดูแลระบบเองก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษานี้ พร้อมกับรักษา
บุคลากรด้าน IT นี้ไว้ตลอดด้วย
โครงสร้างของ ERP package

โครงสร้างของ
ERP package
1. Business Application Software Module
ประกอบด้วย Module ที่ทำหน้าที่ในงานหลักขององค์กร
คือ การบริหารการขาย การบริหารการผลิต การบริหารการจัดซื้อ บัญชี
การเงิน บัญชีบริหาร ฯลฯ แต่ละ Module สามารถทำงานอย่างโดดๆ ได้
แต่ก็มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง Module
กัน เมื่อกำหนด parameter ให้กับ
module จะสามารถทำการเลือกรูปแบบ
business process หรือ
business rule ให้ตอบสนองเป้าหมายขององค์กรตาม
business scenario โดยมี business process ที่ปรับให้เข้ากับแต่ละองค์กรได้
ERP package ที่ต่างกันจะมีเนื้อหา
และน้ำหนักการเน้นความสามารถของแต่ละ Module ไม่เหมือนกัน
และเหมาะกับการนำไปใช้งานในธุรกิจที่ต่างกัน ในการเลือกจึงต้องพิจารณาจุดนี้ด้วย
2. ฐานข้อมูลรวม (Integrated database)
Business
application module จะ share ฐานข้อมูลชนิด Relational database (RDBMS) หรืออาจจะเป็น database
เฉพาะของแต่ละ ERP package
ก็ได้ Software Module จะประมวลผลทุก transaction
แบบเวลาจริง
และบันทึกผลลงในฐานข้อมูลรวม โดยฐานข้อมูลรวมนี้สามารถถูก access จากทุก Software
Module ได้โดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องทำ batch
processing หรือ File transfer ระหว่าง Software
Module เหมือนในอดีต และทำให้ข้อมูลนั้นมีอยู่ “ที่เดียว” ได้
3. System Administration Utility
Utility กำหนดการใช้งานต่างๆ
ได้แก่ การลงทะเบียนผู้ใช้งาน, การกำหนดสิทธิการใช้, การรักษาความปลอดภัยข้อมูล, การบริหารระบบ LAN
และ network ของ terminal, การบริหารจัดการ database
เป็นต้น
4. Development and Customize
Utility
ERP สามารถออกแบบระบบการทำงานใน
business process ขององค์กรได้อย่างหลากหลาย ตาม business scenario แต่บางครั้งอาจจะไม่สามารถสร้างรูปแบบอย่างที่ต้องการได้ หรือมีความต้องการที่จะ Customize
บางงานให้เข้ากับการทำงานของบริษัท ERP package
จึงได้เตรียม Utility ที่จะสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมส่วนนี้ไว้ด้วย โดยจะมีระบบพัฒนาโปรแกรมภาษา 4GL (Fourth Generation Language) ให้มาด้วย
Function ของ
ERP package
ERP package โดยทั่วไปจะจัดเตรียม Software module สำหรับงานหลักของธุรกิจต่าง
ๆ ไว้ดังนี้
1. ระบบบัญชี
1.1 บัญชีการเงิน – General, Account Receivable, Account
Payable,
Credit/Debit, Fixed Asset, Financial, Consolidated
Accounts, Payroll, Currency Control(multi-currency)
1.2 บัญชีบริหาร – Budget Control, Cost Control, Profit Control,
Profitability Analysis, ABC
Cost Control,
Management Analysis, Business Plan
2. ระบบการผลิต
2.1
ควบคุมการผลิต – Bill of Material, Production Control, MRP,
Scheduling, Production Cost Control,
Production
Operation Control,
Quality Control, Equipment
Control,
Multi-location Production Supporting
System
2.2 ควบคุมสินค้าคงคลัง – Receipt/Shipment Control, Parts Supply
Control, Raw Material, Stocktaking
2.3 การออกแบบ – Technical Information Control, Parts Structure
Control, Drawing Control, Design Revision
Support System
2.4 การจัดซื้อ – Outsourcing/Purchasing, Procurement,
Acceptance, การคืนสินค้า, ใบเสนอราคา, ใบสัญญา
2.5 ควบคุมโครงการ – Budget, Planning, Project
Control
3. ระบบบริหารการขาย
– Demand/Sales Forecasting , Purchase Order,
Sales
Planning/Analysis, Customer Management,
Inquiry Management, Quotation Management,
Shipment
Control, Marketing, Sale
Agreement,
Sale
Support, Invoice/Sales Control
4. Logistics – Logistic Requirement Planning ,
Shipment/Transport Control, Export/Import
Control, Warehouse management, Logistics
Support
5. ระบบการบำรุงรักษา
– Equipment Management, Maintenance Control,
Maintenance Planning
6. ระบบบริหารบุคคล
– Personnel Management, Labor Management,
Work Record Evaluation, Employment, Training
& HRD, Payroll, Welfare Management
คุณสมบัติที่ดีของ ERP package
1. มีคุณสมบัติ online transaction system เพื่อให้สามารถใช้งานแบบ
real time ได้
2. รวมข้อมูลและ information ต่างๆ
เข้ามาที่จุดเดียว และใช้งานร่วมกันโดยใช้ integrated database
3. มี
application software module ที่มีความสามารถสูงสำหรับงานหลักๆ
ของธุรกิจได้
อย่างหลากหลาย
4.
มีความสามารถในการใช้งานในหลายประเทศ ข้ามประเทศ จึงสนับสนุนหลายภาษา หลายสกุลตรา
5. มีความยืดหยุ่น
และสามารถปรับเปลี่ยนขยายงานได้ง่าย เมื่อระบบงานหรือโครงสร้างองค์ กรมีการเปลี่ยนแปลง
6.
มีขั้นตอนและวิธีการในการติดตั้งสร้างระบบ ERP ในองค์กรที่พร้อมและชัดเจน
7. เตรียมสภาพแวดล้อม(ระบบสนับสนุน) สำหรับการพัฒนาฟังก์ชันที่ยังขาดอยู่เพิ่มเติมได้
8. สามารถใช้กับเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ
9.
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นมาตรฐานระดับโลก มีความเป็นระบบเปิด (open system)
10. สามารถ interface หรือเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบงานที่มีอยู่แล้วในบริษัทได้
11.
มีระบบการอบรมบุคลากรในขั้นตอนการติดตั้งระบบ
12. มีระบบสนับสนุนการดูแลและบำรุงรักษาระบบ
ชนิดของ ERP package
1. ERP ชนิดที่ใช้กับทุกธุรกิจหรือเฉพาะบางธุรกิจ
ERP package โดยทั่วไปส่วนมากถูกออกแบบให้สามารถใช้ได้กับงานแทบทุกประเภทธุรกิจ แต่งานหลักของธุรกิจซึ่งได้แก่ การผลิต การขาย
Logistics ฯลฯ
มักจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของธุรกิจ
ดังนั้นจึงมี ERP package ประเภทที่เจาะจงเฉพาะบางธุรกิจอยู่ในตลาดด้วย
เช่น ERP package สำหรับอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมยา เป็นต้น
2. ERP สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่หรือสำหรับ SMEs
แต่เดิมนั้น
ERP package ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในธุรกิจขนาดใหญ่อย่างแพร่หลาย ต่อมาตลาดเริ่มอิ่มตัว
ผู้ผลิตจึงได้เริ่มหันเป้ามาสู่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดย่อม ระบบและเนื้อหาของระบบงานหลักต่างๆจะไม่แตกต่างกันมาก
เพียงแต่ในธุรกิจขนาดใหญ่จะมีปริมาณของเนื้องานมากขึ้น ปัจจุบันมี ERP package ที่ออกแบบโดยเน้นสำหรับการใช้งานในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเฉพาะ
ออกมาจำหน่ายมากขึ้น เช่น
- Oracle Application/Oracle
- People Soft
- SAP
- CONTROL
- IFS Application
- MFG/PRO
- J.D.
Edwards